WordPress เวอร์ชั่น 7.0 จะเป็นการอัพเดทครั้งใหญ่ โดยวันเปิดตัวอย่างเป็นทางการ มีกำหนดปล่อยเวอร์ชันเต็มในวันที่ 9 เมษายน 2026 และอยู่ในช่วงระหว่างงาน WordCamp Asia 2026 ที่มุมไบ ประเทศอินเดีย โดยทางเราได้ สรุปฟีเจอร์ออกมาเป็น 6 ฟีเจอร์หลักๆ ดังนี้
สารบัญ
1. ระบบ AI แบบ Native

ระบบโครงสร้างพื้นฐาน AI ใหม่ของ WordPress ช่วยให้นักพัฒนาทำงานได้ง่ายขึ้นผ่าน WP AI Client ซึ่งเป็น API ส่วนกลางที่ใช้เชื่อมต่อกับ AI ค่ายต่างๆ เช่น OpenAI, Claude หรือ Gemini ได้อย่างสะดวกโดยไม่ต้องเขียนโค้ดเชื่อมต่อเองทั้งหมด

การจัดการ API Key ของบริการภายนอกเหล่านี้จะถูกจัดการรวมไว้ที่หน้า Connectors Settings ซึ่งออกแบบมารองรับทั้ง AI และบริการอื่นๆ ในอนาคต นอกจากนี้ยังมีระบบ Abilities API ที่เปิดให้ Plugin และ Theme สามารถสื่อสารฟังก์ชันการทำงานของตัวเองในรูปแบบที่ AI เข้าใจ เพื่อให้ AI เข้ามาช่วยจัดการเนื้อหาหรือสั่งงานระบบบนเว็บไซต์ได้โดยตรง
มีการใช้ AI Experiments ซึ่งเป็นชุดฟีเจอร์ทดลองที่นำ AI มาช่วยงานจริง เช่น การเขียนคำโปรย (Excerpt) อัตโนมัติ, การสร้างข้อความแทนรูปภาพ (Alt Text) และการสรุปเนื้อหาบทความ
ตัวอย่าง การใช้สร้างชื่อหัวข้อบทความ จากเนื้อหาบทความ
ตัวอย่าง สร้างบทสรุปจากเนื้อหาบทความ
โดยผู้อ่านสามารถทดลองฟีเจอร์ AI ได้จาก ปลั๊กอิน AI Experiments ได้เลยครับ โดยจำเป็นต้องติดตั้งคู่กับ WordPress 7.0. โดยขณะที่ผมเขียนอยู่ยังเป็น Beta ครับ หรือสามารถทดลองเล่นได้ที่ Playground ก็ได้ครับ
2. การทำงานร่วมกันแบบเรียลไทม์
ระบบรองรับการทำงานแบบ Multi-user Editing ที่ช่วยให้หลายคนสามารถเข้ามาแก้ไขเนื้อหาพร้อมกันในหน้าเดียวกันได้เหมือน Google Docs โดยอาศัยเทคโนโลยี WebSocket เข้ามาช่วยจัดการการซิงค์ข้อมูลแบบเรียลไทม์ ทำให้ผู้ใช้งานเห็นสถานะการพิมพ์ของเพื่อนร่วมทีมได้ทันที
การทำงานร่วมกันแบบเรียลไทม์
พร้อมทั้งมีระบบ Notes สำหรับเพิ่มบันทึกหรือข้อเสนอแนะเพื่อสื่อสารกับทีมงานได้โดยตรงในหน้าแก้ไข อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการเชื่อมต่อข้อมูลแบบเรียลไทม์นี้จำเป็นต้องใช้ทรัพยากรระบบสูง หากใช้งานบนโฮสติ้งราคาถูก (Shared Hosting) ระบบอาจมีการทำงานที่ช้าลง โดยผู้ใช้งานสามารถเลือกเปิดหรือปิดฟีเจอร์ดังกล่าวได้เองที่เมนู Settings -> Writing
3. ระบบ Navigation และเมนูมือถือ
ระบบเมนูได้รับการปรับปรุงให้รองรับการแสดงผลที่แตกต่างกันระหว่างหน้า Desktop และ Mobile ได้อย่างอิสระ โดยเฉพาะเมนูบนมือถือ ที่ปรับมาใช้เป็น Template Part ทำให้สามารถนำ Block ต่างๆ เช่น รูปภาพ โปรโมชัน หรือปุ่มโซเชียลมีเดีย มาจัดวางและออกแบบได้ตามต้องการ
สามารถปรับแต่ง Mobile Menu ได้แล้ว
และยังมีการเพิ่มระบบ Guardrails & Validation เพื่อช่วยตรวจสอบและป้องกันการสร้างลิงก์ที่ใช้งานไม่ได้ พร้อมทั้งแสดงสถานะของหน้าเว็บ (Draft, Published หรือ Trashed) ไว้บนแถบเครื่องมืออย่างชัดเจน เพื่อลดความสับสนในกรณีที่ลิงก์ยังไม่แสดงผลบนหน้าเว็บไซต์จริง
4. การควบคุมดีไซน์และ Blocks ใหม่
Gutenberg ใหม่มีการสามารถตั้งค่า เพื่อซ่อนหรือแสดง Block ตามขนาดหน้าจอได้โดยตรง และรองรับการปรับแต่ง CSS ราย Block ได้ ผ่านแถบ Advanced รวมถึงเพิ่มฟีเจอร์อย่างการทำย่อหน้าและแบ่งคอลัมน์ใน Paragraph ได้
สามารถซ่อน/แสดงบล็อค ตาม device ได้แล้ว
พร้อมทั้งเพิ่ม Blocks ใหม่ อย่าง Icon และ Breadcrumbs เข้ามาเป็นฟีเจอร์พื้นฐานด้วย
5. การปรับปรุง Admin UI
ระบบหลังบ้านปรับปรุงหน้าตา Admin ให้ทันสมัยขึ้น มีการปรับระยะห่างและตัวอักษรให้ดูสะอาดตา และเพิ่ม View Transitions ให้การเปลี่ยนหน้านุ่มนวล และอัปเดต Modern Revisions ที่มี Slider พร้อมไฮไลต์สี ช่วยให้ดูประวัติการแก้ไขย้อนหลังได้ง่ายกว่าเดิม
ปรับระยะห่าง และ Transition ที่สมูทมากขึ้น
6. เครื่องมือสำหรับนักพัฒนา
ระบบปรับความต้องการขั้นต่ำเป็น PHP 7.4 พร้อมรองรับ Playground & Zero Docker ผ่าน WP-ENV ช่วยให้พัฒนาและทดสอบได้รวดเร็วขึ้นโดยไม่ต้องง้อ Docker ซึ่งช่วยให้การพัฒนาและทดสอบทำได้รวดเร็วขึ้นมาก
นอกจากนี้ยังปรับ Cleaner HTML ในหน้า Editor ยกเลิกการใช้ wrapping div ส่วนเกินในหน้า Editor สำหรับบาง Block เพื่อให้การแสดงผลในขณะแก้ไขตรงกับหน้าเว็บจริงมากที่สุด และอนุญาตให้ใช้รูปภาพที่สร้างโดย AI ในธีมที่ส่งเข้า Directory ได้ หากมีการระบุไว้อย่างชัดเจนและใช้สัญญาอนุญาตแบบ GPL

